การหายไป

Disappearance

ปกติแล้วหากคนเรายังมีชีวิตอยู่คนรู้จักก็ต้องสามารถติดต่อหรือรับรู้ได้ว่าเวลานี้บุคคลดังกล่าวน่าจะอาศัยอยู่ที่ใด แต่สำหรับบุคคลที่สูญหายหรือเกิดการหายตัวไปของบุคคลคือบุคคลที่ไม่ได้ถูกยืนยันว่าเสียชีวิตเพียงแต่เขาอาจไปอยู่ยังพื้นที่หรือบริเวณใดบริเวณหนึ่งของโลกที่ไม่มีคนรู้จักเขา ไม่สามารถติดต่อได้ หรือต่อให้เสียชีวิตก็ตามหากไม่พบศพที่พิสูจน์ตัวตนได้ว่าเสียชีวิตแล้วก็ยังถือว่าเป็นหายตัวไปของบุคคลไม่ได้เป็นการเสียชีวิตซึ่งในความหมายนี้จะมีอีกศัพท์ทีเรียกว่า การสาบสูญของบุคคลนั่นเอง ว่าด้วยเรื่องของการหายไปของบุคคล ตามมาตรา 61 ของรัฐธรรมนูญได้มีการระบุเอาไว้ว่าหากบุคคลใดได้มีการจากไปจากภูมิลำเนาหรือจากถิ่นที่อยู่ของตนเอง และไม่มีใครรู้ได้แน่ชัดว่าบุคคลนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ตลอดระยะเวลาทั้งหมด 5 ปี เมื่อเกิดผู้มีส่วนได้เสียหรือตัวพนักงานอัยการร้องขอ ศาลจะระบุให้บุคคลดังกล่าวเป็นบุคคลสาบสูญได้ อย่างไรก็ตามระยะเวลาดังกล่าวสามารถลดลงเหลือ 2 ปี ได้นับตั้งแต่ นับตั้งแต่วันการรบหรือสิ้นสุดสงคราม หากบุคคลดังกล่าวอยู่ในการรบหรือสงครามและได้หายไปจากการบหรือสงครามนั้น นับตั้งแต่วันที่ยานพาหนะที่บุคคลได้เดินทางเกิดการอับปาง ถูกทำลายหรือสูญหายไป นับตั้งแต่วันที่เกิดเหตุอันตรายกับชีวิตนอกจากที่ได้ระบุเอาไว้ในข้อ 1 กับ 2 ได้ผ่านพ้นไปแล้วถ้าบุคคลดังกล่าวตกอยู่ในอันตรายที่ว่าไว้ สำหรับผู้ที่ไม่อยู่ศาลมีสิทธิ์ออกคำสั่งให้กลายเป็นบุคคลสาบสูญซึ่งกฎหมายได้ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าถึงแก่ความตาย หากกรณีถึงแก่ความตายตามแง่กฎหมายหลักเกณฑ์ของการจะขอให้บุคคลนั้นๆ เป็นบุคคลสาบสูญได้ต้องระบุตามมาตรา 61 คือ ไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าบุคคลดังกล่าวยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ เกินเวลา 5 ปี กรณีธรรมดาทั่วไปตามที่ได้ระบุเอาไว้ สำหรับผู้ได้เสียที่สามารถยื่นคำร้องต่อศาลได้ต้องเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์จากความตายของผู้สาบสูญเพียงเท่านั้นจึงมีสิทธิ์ขอได้ เช่น Read More …

ผู้พิพากษาและทนายความอิสระ

Independent Judges and Lawyers

ผู้ประกอบอาชีพผู้พิพากษากับทนายความอิสระถือเป็นอาชีพที่มีความเกี่ยวโยงกันทั้งในเรื่องของรูปแบบการทำงานหรือลักษณะอาชีพที่ต้องทำงานด้านกฎหมายเหมือนกัน เพียงแต่ว่าลักษณะการทำงานของสองอาชีพนี้มีความแตกต่างกันออกไปเท่านั้นเอง อย่างไรก็ตามทั้งสองอาชีพนี้ถือเป็นอาชีพที่มีความสำคัญต่อสังคมไม่น้อย เพราะมีส่วนสำคัญในการว่าความ และตัดสินคดีเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับสังคม มาดูกันว่าทั้งผู้พิพากษา และทนายความอิสระมีลักษณะหน้าที่หรือเรื่องราวต่างๆ เป็นอย่างไรบ้าง ผู้พิพากษา ผู้พิพากษาถือเป็นอาชีพที่มีเกียรติสูง หากเทียบเรื่องของรายได้ในระดับราชการเหมือนกันก็ต้องยอมรับว่ามีรายได้สูงมาก หน้าที่หลักคือการพิจารณาพิพากษาคดีทั้งหมดในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ในศาลยุติธรรม ยกเว้นคดีที่รัฐธรรมนูญมีการบัญญัติเอาไว้ให้อยู่ในอำนาจศาลอื่น ทำการวินิจฉัยข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย ใช้ดุลยพินิจสำหรับการชั่งน้ำหนักเกี่ยวกับพยานหลักฐาน ทำคำสั่งหรือคำพิพากษาทั้งคดีแพ่ง อาญา ปฏิบัติหน้าที่ในศาลทั้ง 3 ชั้น คือ ศาลชั้นต้น, ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา ลักษณะการทำงานทั่วไปก็เหมือนกับข้าราชการปกติคือมีห้องทำงานของตนเอง เมื่อถึงเวลาต้องพิจารณาคดีจะต้องขึ้นนั่งบัลลังก์ปฏิบัติหน้าที่พิพากษาพร้อมเป็นประธานในห้อง ทำหน้าที่ตัดสินคดีความ ปกติแล้วหากประจำการตามศาลจังหวัดต่างๆ จะปฏิบัติหน้าที่ครั้งละ 3-4 ปีต่อจังหวัด ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการประกาศของคณะกรรมการข้าราชการศาลยุติธรรม ผู้จะประกอบอาชีพผู้พิพากษาต้องเป็นคนซื่อตรง รักความยุติธรรม มีเหตุผลในตัวเอง มีจิตใจเป็นกลาง วางตัวดี อยู่ในระเบียบวินัย ไม่เอาตัวเข้าไปพัวพันหรือยุ่งเกี่ยวกับเรื่องผิดกฎหมายใดๆ Read More …

สิทธิในการศึกษา

Right to Educations

การศึกษาถือเป็นเรื่องสำคัญมากโดยเฉพาะกับคนในยุคใหม่ที่จำเป็นต้องใช้วิชาความรู้สำหรับการประกอบอาชีพต่างๆ หากเป็นสมัยก่อนเราอาจบอกว่าไม่ต้องเรียนเยอะแล้วมาช่วยพ่อแม่ทำมาหากินมันก็ได้อยู่ แต่สมัยนี้ยิ่งเรียนน้อยเท่าไหร่ยิ่งเท่ากับว่าหมดโอกาสในการมีงานทำ มีเงินสำหรับการดำรงชีวิตแล้ว อย่างน้อยที่สุดพ่อแม่ผู้ปกครองสมัยนี้จึงจำเป็นต้องส่งบุตรหลานเรียนให้สูงที่สุดเท่าที่พวกเขาจะทำได้ อย่างไรก็ตามกฎหมายของบ้านเราได้มีการให้สิทธิด้านการศึกษาเอาไว้อย่างน่าสนใจซึ่งเป็นเรื่องที่ควรค่ากับการยกระดับการศึกษาไทยอย่างมาก ว่าด้วยเรื่องสิทธิในการศึกษา สิทธิและหน้าที่ทางการศึกษาเป็นพื้นฐานที่แทบทุกประเทศทั่วโลกมีบัญญัติเอาไว้ชัดเจน ซึ่งบ้านเราก็มีระบุเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ทางการศึกเอาไว้ด้วยเช่นกัน ในส่วนที่ 8 สิทธิและเสรีภาพในการศึกษา (แก้ไข) มาตรา 49 ตามธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ได้ระบุเอาไว้ว่า บุคคลทุกคนย่อมมีสิทธิเสมอกันสำหรับการได้รับการศึกษาไม่น้อยกว่า 12 ปี ที่รัฐต้องจัดเอาไว้ให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่มีการเก็บค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ยากไร้ ผู้พิการ ผู้ทุพพลภาพ หรือบุคคลที่อยู่ในสภาวะลำบากต้องมีโอกาสได้รับสิทธิตามวรรคหนึ่งพร้อมได้รับการสนับสนุนจากรัฐเพื่อให้ได้รับการศึกษาโดยเท่าเทียมกับบุคคลอื่นๆ การจัดการศึกษาอบรมขององค์กรด้านวิชาชีพและเอกชน การศึกษาทางเลือกของประชาชน การเรียนรู้ด้วยตนเอง รวมถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิตย่อมมีสิทธิได้รับการคุ้มครองและส่งเสริมอย่างเหมาะสมจากรัฐ ตามการแก้ไขมาตรา 50 ระบุไว้ว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพในทางวิชาการ ทั้งการศึกษาอบรม การเรียนการสอน การวิจัย พร้อมทั้งการเผยแพร่งานวิจัยเป็นไปตามหลักวิชาการย่อมต้องได้รับการคุ้มครอง Read More …

สิทธิด้านสุขภาพ

Right to Health

เรื่องสุขภาพเป็นอีกสิ่งที่ทุกคนต้องใส่ใจ นอกจากตัวเองควรได้รับการใส่ใจจากภายนอกด้วย โดยเฉพาะภาครัฐซึ่งเป็นองค์กรสำคัญที่ควรให้ประชาชนมีสิทธิด้านสุขภาพมากที่สุด การที่ประชาชนทุกคนมีสุขภาพดีย่อมหมายถึงงบประมาณที่ใช้ในทางนี้ก็น้อยลงซึ่งเรื่องนี้เองก็ได้มีการออกธรรมนูญเกี่ยวกับสิทธิด้านสุขภาพออกมาเพื่อประชาชนจะได้รับอย่างเหมาะสม ถูกต้อง ที่สำคัญยังเป็นเรื่องดีอีกต่างหาก สิทธิด้านสุขภาพที่เหมาะสม มาตรา 5 บุคคลมีสิทธิการดำรงชีวิตในสิ่งแวดล้อมพร้อมสภาพแวดล้อมอันเอื้ออำนวยต่อสุขภาพ มีหน้าที่ร่วมกับหน่วยงานรัฐสำหรับดำเนินการให้เกิดสิ่งแวดล้อมดีๆ ตามวรรคหนึ่ง มาตรา 6 สุขภาพทางเพศ และการเจริญพันธุ์จำเพาะของผู้หญิง มีความซับซ้อน มีอิทธิพลต่อสุขภาพผู้หญิงตลอดชีวิต ต้องได้รับการสร้างเสริม และคุ้มครองอันสอดคล้อง เหมาะสม สุขภาพของเด็ก คนสูงอายุ คนพิการ คนด้อยโอกาสในสังคมทุกกลุ่มมีมีความจำเพาะด้านสุขภาพต้องได้รับการคุ้มครองอันสอดคล้อง เหมาะสม มาตรา 7 ข้อมูลสุขภาพของบุคคลถือเป็นความลับ หากใครนำไปเผยแพร่โดยจะทำให้ผู้อื่นเกิดความเสียหายไม่ได้ เว้นแต่การเปิดเผยดังกล่าวเป็นไปตามต้องการของตัวบุคคลนั้นๆ โดยตรง หรือมีกฎหมายบัญญัติไว้ว่าต้องเปิดเผย แต่จะกรณีใดๆ ต้องผ่านอำนาจหรือสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการหรือกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง มาตรา 8 การบริการสาธารณสุข บุคลากรต้องแจ้งข้อมูลด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับการบริการให้ผู้รับบริการทราบอย่างเพียงพอเพื่อให้ใช้เป็นข้อมูลสำหรับตัดสินใจว่าจะรับบริการหรือไม่ Read More …

ผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชน

Human Rights Defender

คำว่า สิทธิมนุษยชน เป็นคำที่หลายคนคงคุ้นเคยกันอย่างดีแต่หากพูดถึงเรื่องนี้ให้ลงลึกเข้าไปหลายคนคงยังมีข้อสงสัยในหลายๆ ด้านเกี่ยวกับเรื่องของสิทธิมนุษยชนอยู่ หากจะบอกให้เข้าใจก็มีความน่าสนใจในตัวเองไม่น้อย สิทธิมนุษยชน หมายถึง สิทธิที่มนุษย์ทุกคนมีอย่างเท่าเทียมกัน มีศักดิ์ศรีด้านความเป็นมนุษย์ เสรีภาพ สิทธิ ความเสมอภาคของบุคคลที่ถูกรับรองไม่ว่าจะเป็นด้านความคิด การกระทำที่ไม่สามารถล่วงละเมิดไปได้ ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย รวมไปถึงสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ว่าด้วยเรื่องของสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ – ทั้งเรื่องของคุณสมบัติทางร่างกาย จิตใจ สิทธิเฉพาะตัวควรค่ากับการสงวนของมนุษย์ทุกคน สามารถรักษาเอาไว้ไม่ให้ใครมาล่วงละเมิดไปได้ การถูกละเมิดศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ถือเป็นสิ่งที่ต้องได้รับการคุ้มครองพร้อมกับได้รับความยุติธรรมจากรัฐด้วย สาเหตุของการที่มนุษย์ต้องได้รับการคุ้มครองด้านสิทธิมนุษยชน มนุษย์ทุกคนไม่ว่าใครก็ตามเมื่อเกิดขึ้นมาแล้วย่อมมีศักดิ์ศรีอยู่ในตัวเอง มนุษย์ถือว่าเป็นสัตว์สังคม มนุษย์จัดเป็นผู้มีเกียรติภูมิซึ่งได้เกิดมาเป็นมนุษย์ มนุษย์ทุกคนเมื่อเกิดมาแล้วมีฐานะไม่เท่าเทียมกัน หลักการอันสำคัญที่สุดในด้านของสิทธิมนุษยชน – ทุกคนรู้ดีว่ามนุษย์ทุกคนมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ในระดับเท่าเทียมกันตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ได้มีการรับรองศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์เอาไว้ มีการกำหนดให้รัฐบาล ราชการ หน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐดำเนินการเพื่อปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ด้วยการคำนึงถึงศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ของประชาชนไม่ว่าใครก็ตาม เรื่องของการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย สังคมไทยถือได้ว่าเป็นสังคมต่างเชื้อชาติ Read More …

ความรุนแรงต่อครอบครัว

Violence Against Families

ขึ้นชื่อว่าความรุนแรงเป็นใครก็คงไม่อยากพบเจอด้วยตนเองอยู่แล้ว ยิ่งเป็นความรุนแรงในครอบครัวซึ่งเป็นสถาบันทางสังคมที่มีความสำคัญมากสุดสิ่งเหล่านี้ย่อมไม่อยากให้เกิดขึ้นเลยไม่ว่าจะกับตัวเองหรือคนอื่นรอบข้างก็ตาม กระนั้นมันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าสถาบันครอบครัวหลายๆ ครอบครัวมีลักษณะการเลี้ยงดูแตกต่างกัน นิสัยใจคอก็ย่อมต่างกัน ดังนั้นความรุนแรงภายต่อครอบครัวจึงยังเป็นสิ่งที่เห็นในสังคมไทยอยู่มาจนถึงทุกวันนี้แม้พยายามจะแก้ไขมากแค่ไหนก็ตาม สาเหตุของความรุนแรงต่อครอบครัว นิสัยใจคอส่วนตัวพร้อมทั้งความคุ้นชิน สิ่งเหล่านี้เป็นความเปลี่ยนแปลงที่ทำได้ยากเนื่องจากคนเราคุ้นเคยกับการทำอะไรบ่อยๆ เข้าก็กลายเป็นนิสัยยากจะแก้ หากทำได้จริงมันก็แค่ช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น การปรับตัวเข้าหากันจึงเป็นสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจให้มากที่สุด ไม่มีความตระหนักต่อหน้าที่ บทบาทอันเหมาะสม ในอดีตหน้าที่หาเลี้ยงครอบครัวจะเป็นของผู้ชายทว่าในยุคนี้ทั้งหญิงและชายก็มีหน้าที่ไม่ต่างกันในการหาเงินเข้าครอบครัว แต่กลายเป็นว่าแม้ผู้หญิงจะทำงานนอกบ้านแล้วงานในบ้านก็ยังจำเป็นต้องทำอยู่ ทำให้บ่อยครั้งที่พวกเธอรู้สึกไม่พอใจ หงุดหงิด เหนื่อยล้า จึงเกิดปฏิกิริยาทั้งการบ่นว่า จนสามีบางคนไม่เข้าใจและกลายเป็นความขัดแย้งเหมือนที่เห็นกันบ่อยๆ ซึ่งในความเป็นจริงการแบ่งเบาภาระซึ่งกันและกันคือเรื่องดีที่สุด ขาดเวลาในการใช้ชีวิตร่วมกัน ด้วยภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบของแต่ละคน บางครอบครัวต้องแยกย้ายกันอยู่ทำให้ไม่ค่อยมีเวลาพูดคุยกัน ไม่รู้ความเป็นไปของอีกฝ่าย เป็นสาเหตุของการเกิดความรุนแรงที่พอไม่เข้าใจไม่ลงรอยกันก็ทำร้ายกัน เลือกใช้ความรุนแรงตัดสินปัญหาภายในครอบครัว ทั้งการข่มขู่ ตบตี ทะเลาะเสียงดัง ส่วนมากมักเกิดจากการพูดยั่วยุจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจนทำให้อีกฝ่ายโกรธและลงไม้ลงมือกันในที่สุดนั่นเอง แนวทางแก้ไขปัญหาสำหรับความรุนแรงต่อครอบครัว พยายามเรียนรู้ในส่วนของการควบคุมอารมณ์ การระบายความคับแค้นใจออกมาด้วยการไม่ทำร้ายคนอื่น สร้างความรักความเข้าใจภายในครอบครัวให้แน่นแฟ้นมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ สร้างบรรยากาศในครอบครัวให้น่าอยู่ มีการพูดคุยกัน ยิ้มหัวเราะ ทำให้รู้สึกผ่อนคลายเมื่อได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตา Read More …

ความรุนแรงต่อเด็ก

Violence Against Children

เด็กคืออนาคตของชาติ เปรียบเสมือนผ้าขาวที่รอคอยการแต่งแต้มสีจากผู้ใหญ่ในสังคมว่าจะเลือกทาสีแบบใดให้กับเขาเพื่อเจริญเติบโตไปในภายภาคหน้า หลายคนเลือกแต่งแต้มสีสันที่สวยงามด้วยการให้ความรัก ความเข้าใจ การศึกษา พร้อมช่องทางการใช้ชีวิตดีๆ เพื่อหวังว่าเขาจะเติบโตขึ้นไปแล้วพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้า แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่แต่งแต้มด้วยสีดำแห่งความมืดหม่นกับการกระทำความรุนแรงต่อเด็ก การกระทำความรุนแรงต่อเด็ก เป็นความรุนแรงทุกรูปแบบที่สร้างผลกระทบให้กับเด็กทั้งหลายไม่ว่าจะด้วยทางร่างกายหรือจิตใจก็ตาม รูปแบบความรุนแรงต่อเด็ก ความรุนแรงด้านร่างกาย – เป็นการกระทำเพื่อให้เกิดอันตรายหรือเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายกับร่างกายของเด็ก อาจด้วยความละเลยที่จะทำแม้อยู่ในวิสัยของพ่อแม่ผู้ปกครองก็ตาม ใครมีอำนาจเหนือเด็กสามารถสร้างความรุนแรงทางร่างกายให้กับพวกเขาได้ทั้งสิ้น อาจเกิดขึ้นเพียงแค่ครั้งเดียวหรือหลายครั้งซ้ำๆ กัน ทั้งทำให้เจ็บปวด บาดเจ็บ สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายทางร่างกาย บุคคลที่กระทำมีพละกำลังเหนือกว่า มีอำนาจต่อรองมากกว่านี่เอง ความรุนแรงด้านอารมณ์กับจิตใจ – เป็นการตอบสนองต่ออารมณ์ของเด็กด้วยความไม่เหมาะสม มีการสร้างสิ่งแวดล้อมรอบตัวในการพัฒนาเด็กอย่างไม่เหมาะสมต่อพัฒนาการของพวกเขา รวมถึงการพูดจาย้ำๆ ว่าเด็กไร้คุณค่า ไม่มีใครรัก ไม่มีความเหมาะสมมากพอต่อความต้องการของคนอื่น และการกระทำอื่นๆ ที่ก่อให้เกิดความผิดปกติทางด้านอารมณ์กับจิตใจของเด็กได้ ทุกคนสามารถทำกับเด็กได้หมดหากไม่มีเหตุผลมากพอ ความรุนแรงด้านเพศ – เป็นการยุ่งเกี่ยวกับเด็กซึ่งมีกิจกรรมทางเพศเข้ามาเกี่ยวข้องซึ่งเด็กอาจยังไม่เข้าใจเรื่องราวเหล่านี้ได้อย่างเต็มที่ ไม่ให้ความยินยอม อยู่ในสถานะที่ยังไม่พร้อมทั้งเรื่องพัฒนาการของร่างกาย จิตใจ Read More …

การคุมขังตามอำเภอใจ

Arbitrary Detention

การมีกฎหมายคือการสร้างกรอบให้กับมนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์สังคมทุกคนได้ใช้ชีวิตอยู่อย่างถูกต้อง ตามจารีตประเพณีอันดีงาม เพื่อให้สังคมของมนุษย์พัฒนาไปข้างหน้าได้อย่างไม่มีปัญหา ไม่ใช่ว่าการสร้างกฎหมายจะเป็นการข่มขู่หรือบังคับแต่ประการใด เมื่อมนุษย์คือกลุ่มที่มีความรู้ ความคิด ความอ่านต่างๆ เหนือกว่าสัตว์เดรัจฉานทั่วไป การสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาก็เปรียบกับว่าเป็นแม่บทเพื่อให้ทุกคนมีชีวิตในสังคมได้อย่างเหมาะสม เพราะฉะนั้นเมื่อใครก็ตามทำผิดกฎหมายหรือทำไม่ถูกต้องตามกฎระเบียบก็จะมีการจับกุมพร้อมลงโทษที่โหดร้ายสุดๆ ก็คงหนีไม่พ้นการถูกคุมขัง แต่มันก็ยังมีกาคุมขับอีกประเภทที่ตรงนี้อาจเป็นการใช้อำนาจหน้าที่เกินความจำเป็นนั่นคือ การคุมขังตามอำเภอใจ ว่าด้วยเรื่องของการคุมขับตามอำเภอใจ สิ่งแรกที่ต้องเรียนรู้คือเรื่องของการคุมขัง การคุมขังถือเป็นการรับโทษประเภทหนึ่งสำหรับผู้ที่กระทำความผิดตามกฎหมาย ซึ่งการคุมขังก็เปรียบได้กับการจำกัดอิสรภาพทางการใช้ชีวิตของบุคคลคนนั้นให้หมดไป สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้แค่พื้นที่ซึ่งถูกกำหนดเอาไว้ การคุมขังจึงเปรียบได้กับการจำกัดบริเวณการใช้ชีวิตสำหรับผู้ทำผิดทุกคน เป็นการลงโทษประเภทหนึ่งที่ยังเกิดขึ้นกับคนทำผิด ซึ่งระยะเวลาในการคุมขังนั้นก็ขึ้นอยู่กับการโดนลงโทษของบุคคลผู้นั้นด้วยว่าตามแม่บทกฎหมายแล้วระยะเวลาในการโดนลงโทษของคนๆ นั้นอยู่ที่เท่าไหร่ บางคนอาจใช้เวลาไม่นานขณะที่บางคนอาจมีระยะเลาในการโดนคุมขังหลายปีก็ได้อยู่เช่นกัน คราวนี้มาว่าถึงเรื่องของการคุมขังตามอำเภอใจ หากมองในความหมายที่ตรงตัวของคำๆ นี้ค่อนข้างเข้าใจง่ายนั่นคือ การที่ผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัยโดนกักตัวเอาไว้ในอาณาบริเวณที่กำหนดแบบเดียวกับผู้ที่กระทำความผิด เพียงแต่ความต่างของการคุมขังตมอำเภอใจก็คือการอยู่ในดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ว่าจะเลือกคุมขังแบบไหน เวลาใด อยากปล่อยออกมาเมื่อไหร่ เป็นความชอบพอของเจ้าหน้าที่ผู้คุมขังทั้งหมด ซึ่งหากมองในมุมของความเป็นธรรมการคุมขังตามอำเภอใจนี้ดูเหมือนจะเป็นการคุมขังที่ไม่ค่อยถูกต้องตามกฎหมายเสียหมดทีเดียว สมมุติเจ้าหน้าที่ไม่พอก็อาจคุมขังในระยะเวลานาน ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันไม่ควรเกิดขึ้นทุกอย่างควรเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายมากกว่าการใช้อำนาจของตนเองในการตัดสินใจ ส่วนใหญ่แล้วการคุมขังตามอำเภอใจจะไม่ค่อยเกิดขึ้นมากนักนอกเสียจากว่าเจ้าหน้าที่บางรายใช้อำนาจของตนเองแบบตามใจชอบจนนำไปสู่การคุมขังตามอำเภอใจมกกว่าการใช้กฎหมายเป็นตัวตัดสินเบื้องต้น