การคุมขังตามอำเภอใจ

Arbitrary Detention

การมีกฎหมายคือการสร้างกรอบให้กับมนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์สังคมทุกคนได้ใช้ชีวิตอยู่อย่างถูกต้อง ตามจารีตประเพณีอันดีงาม เพื่อให้สังคมของมนุษย์พัฒนาไปข้างหน้าได้อย่างไม่มีปัญหา ไม่ใช่ว่าการสร้างกฎหมายจะเป็นการข่มขู่หรือบังคับแต่ประการใด เมื่อมนุษย์คือกลุ่มที่มีความรู้ ความคิด ความอ่านต่างๆ เหนือกว่าสัตว์เดรัจฉานทั่วไป การสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาก็เปรียบกับว่าเป็นแม่บทเพื่อให้ทุกคนมีชีวิตในสังคมได้อย่างเหมาะสม เพราะฉะนั้นเมื่อใครก็ตามทำผิดกฎหมายหรือทำไม่ถูกต้องตามกฎระเบียบก็จะมีการจับกุมพร้อมลงโทษที่โหดร้ายสุดๆ ก็คงหนีไม่พ้นการถูกคุมขัง แต่มันก็ยังมีกาคุมขับอีกประเภทที่ตรงนี้อาจเป็นการใช้อำนาจหน้าที่เกินความจำเป็นนั่นคือ การคุมขังตามอำเภอใจ ว่าด้วยเรื่องของการคุมขับตามอำเภอใจ สิ่งแรกที่ต้องเรียนรู้คือเรื่องของการคุมขัง การคุมขังถือเป็นการรับโทษประเภทหนึ่งสำหรับผู้ที่กระทำความผิดตามกฎหมาย ซึ่งการคุมขังก็เปรียบได้กับการจำกัดอิสรภาพทางการใช้ชีวิตของบุคคลคนนั้นให้หมดไป สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้แค่พื้นที่ซึ่งถูกกำหนดเอาไว้ การคุมขังจึงเปรียบได้กับการจำกัดบริเวณการใช้ชีวิตสำหรับผู้ทำผิดทุกคน เป็นการลงโทษประเภทหนึ่งที่ยังเกิดขึ้นกับคนทำผิด ซึ่งระยะเวลาในการคุมขังนั้นก็ขึ้นอยู่กับการโดนลงโทษของบุคคลผู้นั้นด้วยว่าตามแม่บทกฎหมายแล้วระยะเวลาในการโดนลงโทษของคนๆ นั้นอยู่ที่เท่าไหร่ บางคนอาจใช้เวลาไม่นานขณะที่บางคนอาจมีระยะเลาในการโดนคุมขังหลายปีก็ได้อยู่เช่นกัน คราวนี้มาว่าถึงเรื่องของการคุมขังตามอำเภอใจ หากมองในความหมายที่ตรงตัวของคำๆ นี้ค่อนข้างเข้าใจง่ายนั่นคือ การที่ผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัยโดนกักตัวเอาไว้ในอาณาบริเวณที่กำหนดแบบเดียวกับผู้ที่กระทำความผิด เพียงแต่ความต่างของการคุมขังตมอำเภอใจก็คือการอยู่ในดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ว่าจะเลือกคุมขังแบบไหน เวลาใด อยากปล่อยออกมาเมื่อไหร่ เป็นความชอบพอของเจ้าหน้าที่ผู้คุมขังทั้งหมด ซึ่งหากมองในมุมของความเป็นธรรมการคุมขังตามอำเภอใจนี้ดูเหมือนจะเป็นการคุมขังที่ไม่ค่อยถูกต้องตามกฎหมายเสียหมดทีเดียว สมมุติเจ้าหน้าที่ไม่พอก็อาจคุมขังในระยะเวลานาน ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันไม่ควรเกิดขึ้นทุกอย่างควรเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายมากกว่าการใช้อำนาจของตนเองในการตัดสินใจ ส่วนใหญ่แล้วการคุมขังตามอำเภอใจจะไม่ค่อยเกิดขึ้นมากนักนอกเสียจากว่าเจ้าหน้าที่บางรายใช้อำนาจของตนเองแบบตามใจชอบจนนำไปสู่การคุมขังตามอำเภอใจมกกว่าการใช้กฎหมายเป็นตัวตัดสินเบื้องต้น

อดทนทางศาสนา

Religious Intolerance

ทุกศาสนาบนโลกใบนี้มีหลักคำสอนแตกต่างกันออกไปแต่ความเหมือนในความต่างนี้ก็คือ จุดมุ่งหมายของทุกศาสนา ต้องการสอนให้ทุกคนประพฤติปฏิบัติในสิ่งดีเพื่อให้โลกใบนี้ยังคงดำเนินต่อไปได้อย่างปกติสุข หลักการหนึ่งของทุกศาสนาที่มักสอนเหมือนๆ กันคือ หลักของความอดทนอดกลั้นต่อสิ่งยั่วยุต่างๆ รอบตัวเรา สำหรับประเทศไทยที่พระพุทธศาสนา คือศาสนาประจำชาติก็จะขออธิบายเกี่ยวกับการอดทนทางศาสนาว่ามีเรื่องราวใดเกี่ยวข้องและมีความน่าสนใจเกิดขึ้นบ้าง ว่าด้วยเรื่องการอดทนทางศาสนา หากว่าตามหลักพระพุทธศาสนาความอดทนก็คือ ขันติ ซึ่งหมายถึง ความอดทน อดกลั้น ต่อสิ่งรอบตัวต่างๆ อันทำให้เกิดทุกข์ทั้งด้านร่างกาย วาจา จิตใจ เช่น การอดทนต่อสภาพาอากาศที่ร้อนจัด, หนาวจัด การอดทนต่อคำพูดส่อเสียด คำดูหมิ่น คำด่า, อดทนต่อการเจ็บป่วยของร่างกาย, อดทนต่อความรัก โลภ โกรธ หลง เป็นต้น สิ่งเหล่านี้คือ ขันติตามหลักของพระพุทธศาสนาซึ่งต้องการให้ทุกคนรู้จักกับความอดทนอดกลั้นจนถึงที่สุดนั่นเอง ความแตกต่างของการอดทนกับความอดกลั้น ความอดทน คือ การพยายามรู้จักระงับอารมณ์ ความรู้สึก ต่อปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยภายนอกหรือภายใน Read More …

ความรุนแรงต่อพลเมืองต่างชาติ

Violence against Foreign Citizens

ไม่ว่าจะเป็นพลเมืองประเทศใดก็ตามแต่การใช้ความรุนแรงเป็นสิ่งที่ไม่สมควรและต้องไม่เกิดขึ้นด้วยซ้ำ ทุกคนทีเกิดมาบนโลกนี้เมื่อวัดเรื่องของความเป็นมนุษย์จัดได้ว่าทุกคนมีศักดิ์ศรีเท่ากันหมด ด้วยเหตุนี้การใช้ความรุนแรงจึงไม่ควรเกิดขึ้นกับสังคมที่เติบโตมาอย่างมีวัฒนธรรม มีขนบธรรมเนียมอันงดงาม เป็นโลกที่อยู่มายาวนานหลายพันปี ในปัจจุบันเรายังมักเห็นความรุนแรงต่อพลเมืองต่างชาติเกิดขึ้นมากมาย เอาแค่เมืองไทยซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวมีนักท่องเที่ยวแต่ละปีเข้ามาหลายล้านคน ความรุนแรงบ่อยครั้งที่เกิดขึ้นทำเอาคนไทยด้วยกันถึงขั้นอายไม่น้อย ว่าด้วยเรื่องความรุนแรงต่อพลเมืองต่างชาติ หลายคนรู้ดีว่าเมืองไทยของเราเป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยวด้วยมีสถานที่ท่องเที่ยวอันสวยงามมากมายทั้งเกิดจากธรรมชาติเป็นผู้สร้างสรรค์หรือมนุษย์เป็นคนจัดการขึ้นมาเองก็ตาม ด้วยเหตุนี้แต่ละปีเงินต่างชาติที่หลั่งไหลเข้ามาในบ้านเราจึงค่อนข้างเยอะมากเพราะนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาจำนวนมหาศาลหลักล้านคนในแต่ละปี ความมุ่งหวังของนักท่องเที่ยวเมื่อเดินทางมายังเมืองไทยก็คือการได้พบกับธรรมชาติอันแสนสวยงาม วัฒนธรรมคนไทยที่อ่อนช้อย อาหารไทยรสเลิศ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เชิดชูความเป็นไทยมาอย่างยาวนาน แต่สิ่งที่ไม่น่าเกิดขึ้น และยังคงเห็นว่าเกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ ก็คือ การใช้ความรุนแรงต่อพลเมืองต่างชาติ เริ่มตั้งแต่การขูดรีดด้วยการบอกค่าโดยสารแพงๆ เพื่อเอาเงิน, การทำร้ายร่างกายจะเหตุปะทะกันธรรมดา ไปจนถึงเรื่องของการพยายามทำร้ายร่างกายเพื่อหวังประทุษร้าย อาทิ การชิงทรัพย์, การล่วงละเมิดทางเพศ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้มันไม่ควรเกิดขึ้นกับพลเมืองต่างชาติที่เขาตั้งใจมาเที่ยวด้วยซ้ำ เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นย่อมทำให้เมืองไทยเสียภาพลักษณ์ในสายตาต่างชาติไม่น้อย มีหลายข่าวหลายคดีที่ชาวต่างชาติหลายคนยังคงจดจำเรื่องราวต่างๆ ได้ไม่มีวันลืมเลือน เป็นเรื่องที่โหดร้ายมากๆ ไม่ใช่แค่ในสายตาชาวต่างชาติเท่านั้นแม้แต่คนไทยด้วยกันเองยังมองว่าการใช้ความรุนแรงต่อชาวต่างชาติหลายๆ เรื่องเป็นความโหดร้ายเกินกว่าจะยอมรับได้จริงๆ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่คนไทยหรือคนในประเทศอื่นๆ ซึ่งเป็นเจ้าของประเทศยังคงทำกันอยู่ไม่รู้ว่าด้วยสาเหตุหรือความต้องการอะไรกันแน่ ไม่ว่าจะเดินทางไปส่วนไหนของโลกใบนี้ทุกคนย่อมอยากพบเจอกับความสุขด้วยกันทั้งนั้น มันคงดีกว่าแน่ๆ หากเราทุกคนเลิกใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบต่อพลเมืองต่างชาติแล้วหันมาทำความเข้าใจในสิ่งที่เป็นวัฒนธรรมเดียวกัน Read More …