สันติปลดปล่อยทิเบต

monks-arrested-tibet-s

ทิเบต อัดแน่นไปด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนาน มีภูมิปัญญารวมทั้งมีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง มีรัฐบาล มีระบบกฎหมายมีระบบทหาร ระบบไปรษณีย์ ระบบเงินตรา เรียกได้ว่ามีครบทุกอย่างที่สามารถตั้งเป็นประเทศๆ หนึ่งได้ ต่อมาการเปลี่ยนแปลงทิเบต ได้เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1949 เมื่อกลุ่มทหารของจีนได้เข้ามาที่ทิเบต จึงได้ยึดครองพื้นที่ครึ่งหนึ่งของประเทศ และได้กำหนด ” ข้อตกลง 17 ข้อเพื่ออิสรภาพของทิเบต ” ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1951 แต่ข้อตกลงนี้ไม่ยุติธรรม ขาดความถูกต้องรวมทั้งขาดความเห็นชอบในหลายๆ ด้าน การต่อต้านของชาวทิเบตจึงได้เพิ่มขึ้น รวมทั้งมีทั้งการกดขี่จากจีน ที่ได้ไปทำลายอาคารทางศาสนา การจำคุกพระภิกษุอย่างโหดร้าย ในปี ค.ศ. 1959 ประชาชนทนไม่ไหวจึง ก่อจลาจล แต่สุดท้ายชาวทิเบตจำนวน 87,000 คน ก็ได้ถูกฆ่าตาย พร้อมกันนี้ องค์ทะไล ลามะ ผู้นำทางจิตวิญญาณ จึงจำเป็นต้องหนีออกจากทิเบต

ต่อมาในปี 2008 ขบวนการเคลื่อนไหวของชาวทิเบตกลับมาลุกฮืออีกครั้ง และเป็นที่น่าจับตามองของนานาชาติมากกว่าเดิมว่าเรื่องนี้จะจบลงยังไง และจีนจะใช้วิธีแก้ไขปัญหาที่รุนแรงหรือไม่ แต่ประเทศต่างๆ ก็ล้วนขอให้จีนอย่าใช้วิธีที่รุนแรง เพราะมีความเห็นใจชาวทิเบต แต่การเคลื่อนไหวในครั้งนี้ก็ได้สร้างเรื่องบันลือโลกขึ้นอีกครั้ง เมื่อพระชาวทิเบตจำนวนหนึ่งราดน้ำมันและจุดไฟเผาตัวเองกลางที่สาธารณะเพื่อต้องการให้เรื่องราวเหล่านี้ถูกจัดการอย่างจริงจัง

ฝ่ายบริหารของทิเบต อ้างว่า เกิดการอพยพชาวจีนจำนวนเป็นล้านเข้าสู่ทิเบต เพราะจีนต้องการหลอมรวมทางวัฒนธรรม ถึงแม้จะมีการฟื้นฟูวัฒนธรรมของชาวทิเบตไว้เพื่อการอนุรักษ์ แต่วิถีประจำวันกลับถูกเปลี่ยนแปลง ถึงแม้ว่าทางรัฐบาลของจีน จะให้สิทธิเสรีภาพทางศาสนาอยู่พอสมควร แต่พระและชีของทิเบตจำนวนมาก ยังคงมีความรู้สึกว่าถูกจำกัดเสรีภาพอยู่ อีกทั้งชาวทิเบตก็ยังคงบินหนีออกจากทิเบตทุกปีๆ โดยส่วนใหญ่เป็นพระ

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนปฏิเสธคำกล่าวนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีการบรรจุภาษาทิเบตแบบดั้งเดิมทั้งในโรงเรียนกับในศาล รวมทั้งชีวิตโดยรวมของชาวทิเบตได้รับการปรับปรุงให้ดีกว่าสมัยดาไลลามะหลายสิ่ง เช่น มีทางหลวงเกิดขึ้นมามากกว่า 22,500 กิโลเมตร , มีการจัดการระบบการศึกษาที่ดีขึ้น , มีสถาบันวิจัยทางวิทยาศาสตร์ผุดขึ้นอีก 25 แห่ง ซึ่งผลงานเหล่านี้เป็นฝีมือของรัฐบาลจีนทั้งสิ้น แต่ถึงอย่างนั้นในเรื่องของการปฏิวัติวัฒนธรรม บวกกับการทำลายวัฒนธรรมทั่วประเทศจีนก็ได้ถูกประณามว่าเป็นภัยพิบัติแห่งชาติ ทั้งๆ ที่ผ่านมาจีนได้วางแผนแผนเพื่อการพัฒนาภาคตะวันตกของจีนลามไปถึงทิเบต เพื่อต้องมุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากรทั้งประเทศให้ดีขึ้นพร้อมๆ กัน