รายงานกรณี

China_Urumqi

รายงานเรื่องสิทธิมนุษยชน เรื่องจริงหรือเครื่องมือทางการเมือง

สิทธิมนุษยชนเป็นคำที่ต้องบอกว่า เป็นของแสลงสำหรับหลายประเทศเลย บางครั้งเจอกล่าวเรื่องสิทธิมนุษยชนเข้าไปนี้อาจจะทำให้ภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่นของประเทศนั้นตกลงไปเลย ซึ่งสิทธิมนุษยชนนี้จะมีรายงานอยู่ชิ้นหนึ่งของทางรัฐบาลสหรัฐจัดทำขึ้นทุกปีเพื่อเป็นการจัดกลุ่ม จัดอันดับว่า ประเทศไหนมีระดับสิทธิมนุษยชนอย่างไร มองมุมหนึ่งก็ดีที่มีคนตรวจสอบ แต่อีกมุมหนึ่งมันก็เหมือนกับเครื่องมือทางการเมืองหรือไม่ เรามานั่งวิเคราะห์กัน

ตรวจเค้า แต่ไม่ให้ตรวจเรา

รายงานด้านสิทธิมนุษยชนที่จัดทำโดยประเทศใหญ่ของโลกนั้น แม้ว่ามองมุมหนึ่งก็ดีจริง แต่อีกมิติหนึ่งก็เกิดคำถามขึ้นมาว่า เค้าไปตรวจ สำรวจ สัมภาษณ์ ทำรายงานด้านสิทธิมนุษยชนประเทศอื่นทั่วโลก แต่ในทางกลับกัน ทางอเมริกาที่จัดทำเผยแพร่รายงานนี้ขึ้นมาได้จัดทำรายงานเรื่องนี้ของตัวเองบ้างหรือเปล่า หากทำจริงใครเป็นคนทำ ใครประเมิน ซึ่งบางรายงานก็ต้องยอมรับว่าบางครั้งมันเหมือนกับว่าตรวจคนอื่นไปทั่ว ประเมินจัดกลุ่มแบ่งเป็นอันดับ แต่กลับไม่ค่อยให้ใครมาประเมินตัวเองเท่าไร บางทีแบบนี้มันก็ไม่แฟร์นัก

จีนสวนกลับ หมัดเด็ด

จากประเด็นดังกล่าว ทำให้ประเทศที่ถูกทางสหรัฐกล่าวอ้างถึงทางด้านการละเมิดสิทธิมนุษยชน ออกมาปกป้องตัวเอง ด้วยการปฏิเสธรายงานชิ้นดังกล่าว พร้อมกับสวนกลับหมัดเด็ดด้วยเหมือนกัน อย่างเช่น จีน ที่โดนรายงานทางด้านสิทธิมนุษยชนดังกล่าวออกมาโจมตีว่า จีนมีการจำกัดเสรีภาพทางการพูด การห้ามชุมนุม และ เสรีภาพการนับถือศาสนา อีกด้านหนึ่งก็บอกว่าจีนนั้นมีการกดนี่นักเคลื่อนไหว มีการจับกุม กักขังนักเคลื่อนไหวทางการเมืองหลายคน แน่นอนว่าเราเองก็ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วการจำกัดดังกล่าวเป็นจริงมากน้อยแค่ไหน แต่ทางการจีนเองก็ไม่ยอมโดนกล่าวหาฝ่ายเดียว เค้าก็ออกมาสวนหมัดเด็ดด้วยเหมือนกัน เค้าบอกว่าทางสหรัฐเองก็มีการแบ่งแยกเชื้อชาติ รวมถึงการสังหารอเมริกาเชื้อสายแอฟริกันระหว่างการทำงานของตำรวจ (แปลได้ว่า ตำรวจจะฆ่าทันทีหากผู้ต้องสงสัย หรือ ผู้ร้ายเป็นชายอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน) โดนหมัดนี้เข้าไปอเมริกันก็หงายเหมือนกัน (เรื่องจริงเถียงไม่ออก)

รายงาน = เครื่องมือ

จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้เราสรุปได้อย่างหนึ่งว่า รายงานทางด้านสิทธิมนุษยชนนั้น ด้านหนึ่งก็เป็นเหมือนกระจกสะท้อนการทำงานของรัฐในด้านนี้ว่าเป็นอย่างไร ควรแก้ไขอย่างไร รวมถึงกระตุ้นให้เห็นถึงความสำคัญในการทำให้พลเมืองในประเทศมีสิทธิมนุษยชนเท่าเทียมกัน แต่อีกด้านหนึ่งมันก็เป็นเหมือนเครื่องมือทางการเมืองที่เอาไว้ทำลายภาพลักษณ์ของรัฐบาลประเทศนั้นได้เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับมุมมองของเราแล้วว่าจะมองมันในรูปแบบไหน